การหย่าโดยความยินยอม,บันทึกเป็นหนังสือประสงค์หย่าขาด

การหย่าโดยความยินยอม, บันทึกเป็นหนังสือประสงค์หย่าขาด ;การหย่าโดยความยินยอมนั้น สามีภริยาอาจทำบันทึกเป็นหนังสือว่ามีความประสงค์จะหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะไปจดทะเบีนนหย่า ต่อนายทะเบียนกันต่อไป ซึ่งอาจมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขในการจดทะเบียนหย่าก็ได้ กรณีมีเงื่อนไขกำหนดไว้ การจะจดทะเบียนหย่าได้ก็จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขนั้นก่อน

ตราบใดที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ ฝ่ายหนึ่งก็ไม่อาจที่จะบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งจดทะเบียนหย่าได้ นอกจากนี้ยังอาจตกลงบันทึกเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และการออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวสามีและภริยาต้องลงลายมือชื่อ และมีพยานบุคคลไม่น้อยกว่าสองคนลงลายมื่อไว้เป็นหลักฐานในขณะนั้น จึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้บันทึกกันไว้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว จนกว่าจะได้ไปจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน
มาตรา 1514 การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน
มาตรา 1515 เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีและภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
มาตรา 1531 การสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายนั้น การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป
การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว
การหย่ากันเพราะคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือภริยามีชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงหย่าร้างกันเองแล้วไปจดทะเบียนหย่ากันด้วยความสมัครใจ แต่มิได้ตกลงจ่ายเงินค่าทดแทนกันและมิได้มีการฟ้องร้องกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากคู่สมรสฝ่ายที่อุปการะเลี้ยงดู หรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือภริยามีชู้ในภายหลังได้

มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
( —–เป็นชู้ คือ การที่ชายร่วมประเวณีกับหญิงอื่นที่มีสามีอยู่แล้วต้องดูว่ารู้หรือไม่ด้วย หากไม่รู้หรือคิดว่าคนที่ตนเองไปร่วมประเวณีด้วยโสดก็อ้างไม่ได้ตามเหตุนี้
—–มีชู้ คือ การที่หญิงไปร่วมประเวณีกับชายอื่น)
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความ ผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่าย ที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบอีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ถ้าสามีภริยามีหนี้สินจำนวนมาก หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกอบธุรกิจ แต่เพื่อป้องกันหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นมิให้กระทบต่อทรัพย์สินของคู่สมรส จึงยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปไว้ที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่มิได้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงสมรู้ร่วมคิดกันจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยกันทั้งที่ยังอยู่ด้วยกัน ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต จึงไม่มีผลผูกพันไปถึงบุคคบลภายนอก โดยยังถือว่าทั้งคู่ยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของคู่สมรสฝ่ายที่ประกอบธุรกิจมีสิทธนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสินสมรสออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้และไม่อาจร้องขอกันส่วนของตนกึ่งหนึ่งได้ ทั้งนี้เพราะเป็นหนี้ร่วมที่ทั้งสามีและภริยาต้องร่วมกันรับผิดต่อเจ้าหนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2524
หนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น (การจดทะเบียนหย่าด้วยการแสดงเจตนาลวง) หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอมจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจมาร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภรรยากัน แต่ปรากฏว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงทำหนังสือหย่าโดยความยินยอมกันไว้ ซึ่งผู้ร้องกับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันโดยฝ่ายจำเลยขอรับเงินสดเจ็ดแสนบาทซึ่งได้รับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ให้ตกเป็นของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องและจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าเกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หลังจากนั้นผู้ร้องกับจำเลยก็ยังอยู่กินร่วมบ้านกันที่บ้านผู้ร้องฉันสามีภรรยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติธรรมดาเสมือนหนึ่งมิได้มีการหย่าขาดจากกันตลอดมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2518 จำเลยจึงได้หลบหนี้สินไปจากบ้านผู้ร้อง ดังนี้ เชื่อไม่ได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงหย่าและทำการแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้การที่ผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันตามเอกสารหมาย จ.7 โดยทั้งสองฝ่ายได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบันทึกไว้ด้านหลังทะเบียนหย่าว่าได้ตกลงกันในเรื่องทรัพย์สินที่มีมาก่อนจดทะเบียนหย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงฝ่าฝืนความจริง กรณีถือได้ว่าการที่ผู้ร้องกับจำเลยตกลงทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่ากันเป็นการที่ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอม จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยจากการยึด

พิพากษายืน

ปรึกษาทีมกฏหมาย >>โทร คุยกับทนายเบอร์ 062-4265289 ,094-5260549 << ปรึกษาคดีได้เลย
แชร์เก็บไว้หรือส่งให้เพื่อน